การเรียนแบบโครงงาน

10 ขั้นตอนการเรียนแบบโครงงานร่วมกับโซเชียลมีเดีย

เพื่อส่งเสริมทักษะในศตวรรษที่ 21

The 10 Steps of a Project-Based Learning with Social Media

to Enhance 21st Century Skills.

ศรัณยู  หมื่นเดช

Ed.D Student

Department of Educational Technology and Communications

Faculty of Education, Naresuan University

บทคัดย่อ

การเรียนแบบโครงงานเป็นรูปแบบการเรียนหนึ่งที่เหมาะสมสำหรับการเรียนในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่เน้นการปฏิบัติตามความสนใจของนักเรียน มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจัดการเรียนการสอนอย่างแพร่หลาย เครื่องมือตัวหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานคือ โซเชียลมีเดีย (Social Media) การเรียนแบบโครงงานร่วมกับโซเชียลมีเดียจะเริ่มจากการเตรียมความพร้อมของครู นักเรียน วัสดุอุปกรณ์ และโครงสร้างพื้นฐานของโรงเรียน จากนั้นนักเรียนเลือกปัญหาที่จะศึกษา โดยมีครูเป็นผู้จุดประกายและให้คำปรึกษา นักเรียนและครูร่วมกันวางแผนการทำโครงงานในรูปแบบของแผนปฏิบัติการหรือเค้าโครงโครงงาน โดยกำหนดวัตถุประสงค์ สมมติฐาน ขอบเขตการศึกษา และวิธีการศึกษา ศึกษาหลักการทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ลงมือปฏิบัติตามแผน โดยเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม เขียนรายงาน เผยแพร่ผลงานสู่สาธารณะ และประเมินโครงงาน ซึ่งในแต่ละขั้นตอนนักเรียนสามารถเลือกใช้โซเชียลมีเดียที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะของนักเรียนในยุคใหม่ การเรียนแบบโครงงานร่วมกับโซเชียลมีเดียจะช่วยพัฒนาสมรรถนะและทักษะที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนได้เป็นอย่างดี

Abstract

Project-Based Learning is the right one for learning in the 21st century due to compliance activities focus students’ attention. Technology has been widely used in the teaching and learning process. One tool that can be used in Project-Based Learning is Social media. Project-Based Learning with social media starts from the preparation of teacher, student, materials and school infrastructure. Students then select the issues to be studied. The teacher inspire and consulting. Students and teachers jointly plan the project in the form of an action plan or layout project. By defining the scope, objectives, assumptions and methods. Subsequently, study the principle, theories involved. Follow the planned. Collect the required data. Analyze the data. Find for more information. Write reports. Publish their work. And evaluate projects. Each step, students can choose to use social media as applied to reflect the characteristics of the students in mind. Project-Based Learning with social media will help enhance the competencies and skills of students in the 21st century as well.

บทนำ

          โลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต  วิธีการที่เด็ก ๆ สื่อสารกับเพื่อน ๆ การรับรู้และแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร และการดำเนินชีวิต แตกต่างจากโลกในยุคของพ่อแม่หรือครูเป็นอย่างมาก  ไม่เฉพาะเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น แต่รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วไร้ขีดจำกัด หน้าที่ของผู้ใหญ่คือการเตรียมเด็กเหล่านี้ให้พร้อมสำหรับงานและอาชีพใหม่ ๆ ที่จะเกิดในอนาคตและอาจไม่มีอยู่ในปัจจุบัน (Lydotta M. Taylor and Jill M. Fratto, 2012 p. 8) เด็ก ๆ จึงต้องได้รับการฝึกฝนทักษะที่จำเป็น เช่น ทักษะการอ่าน การเขียน และการคิดคำนวณ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การแก้ปัญหา การสร้างสรรค์และนวัตกรรม ความเข้าใจความต่างวัฒนธรรม ความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม ภาวะผู้นำ การสื่อสาร สารสนเทศ การเท่าทันสื่อ คอมพิวเตอร์เทคโนโลยีสารสนเทศ อาชีพและการเรียนรู้ เป็นต้น (วิจารณ์ พานิช, 2555 หน้า 19) เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นพลเมืองในยุคศตวรรษที่ 21 ต่อไป

การเรียนการสอนในยุคใหม่นี้จึงต้องเปลี่ยนแปลงไป ห้องเรียนธรรมดาถูกเปลี่ยนให้เป็นห้องเรียนที่มีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการเรียนรู้อย่างไม่มีขีดจำกัด วิธีการเรียนการสอนเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบที่ส่งเสริมทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 มากขึ้น ซึ่งการสอนแบบเดิมไม่สามารถทำให้เด็ก ๆ เกิดทักษะเหล่านี้ วิธีการเรียนการสอนที่ถูกพูดถึงบ่อยครั้งและมีการนำไปทดลองใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบันคือ การเรียนรู้แบบโครงงาน (Project-Based Learning) ผู้นำด้านการศึกษาหลายท่านได้เสนอว่าการสอนแบบนี้ว่าเป็นวิธีการสอนที่ดีที่สุด (Barell, 2010; Baron, 2011; Coal and Wasburn Moses, 2010; Larmer and Mergendoller, 2010 อ้างถึงใน William N. Bender, 2012 p. 7)

การเรียนรู้แบบโครงงาน (Project-Based Learning) หรือที่บางครั้งเรียกกว่า PBL มีความคล้ายคลึงกับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) โดยทั้งสองวิธีใช้แนวคิดการเรียนรู้แบบสืบเสาะด้วยตนเองผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกัน แต่มีข้อต่างกันเล็กน้อย คือ การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานจะเน้นที่กระบวนการแก้ไขปัญหา ส่วนการเรียนรู้แบบโครงงานจะเน้นไปที่การลงมือปฏิบัติ (David Moursund, 2009 p. 11) การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติ ตามความสนใจของนักเรียนเอง เพื่อค้นพบสิ่งใหม่ หรือความรู้ใหม่ ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการคิด หรือกระบวนการอื่นใด ข้อค้นพบใหม่นั้นนักเรียนและครูไม่เคยทราบหรือมีประสบการณ์มาก่อน โดยมีครูหรือผู้เชี่ยวชาญเป็นที่ปรึกษา นักเรียนจะมีแรงจูงใจสูงในการแก้ไขปัญหา (ปรียา  บุญญสิริ, 2553 หน้า 7; พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์, พเยาว์ ยินดีสุข และราเชน มีศรี, 2553 หน้า 25; วัฒนา  มัคคสมัน, 2554 หน้า 25; William N. Bender, 2012 p. 7) เพื่อให้เชื่อมโยงกับโลกความเป็นจริงให้มากที่สุด นักเรียนจะเป็นผู้เลือกวิธีการแสวงหาคำตอบ ตลอดจนแหล่งข้อมูลต่าง ๆ อย่างหลากหลายด้วยตนเอง จากนั้นจะลงมือปฏิบัติและค้นคว้าด้วยตนเอง ทำให้นักเรียนสามารถบูรณาการทักษะ ประสบการณ์ ความรู้และสภาพแวดล้อมในการแก้ไขปัญหาตามสภาพจริง สรุปข้อค้นพบ สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และสามารถนำความรู้และทักษะไปใช้ในชีวิตจริงได้ (ลัดดา ภู่เกียรติ, 2552 หน้า 53)

ในปัจจุบันได้มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเรียนรู้แบบโครงงาน มีการใช้การจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer Based Simulation) เข้ามาในหลักสูตรการสอนมากมาย ครูมอบหมายให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลสารสนเทศจากเว็บไซต์ แต่ครูเองอาจยังไม่มีความชำนาญมากพอในการนำเครื่องมือใหม่ ๆ มาใช้ในการเรียนการสอน เช่น วิกิ บล็อก กูเกิลแอพ ยูธูป เฟสบุ๊ค เป็นต้น (William N. Bender, 2012 p. 37) หรือที่ในปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ “โซเชียลมีเดีย (Social Media)” โดยแอพพลิเคชันเหล่านี้สร้างอยู่บนแนวคิดพื้นฐานและเทคโนโลยีของยุคเว็บ 2.0 ซึ่งในขณะนี้จะมีบทบาทมากขึ้นในการเรียนการสอนโดยทั่วไปรวมทั้งการเรียนการสอนแบบโครงงาน ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งข้อมูลสารสนเทศให้แก่นักเรียนเท่านั้น แต่ยังช่วยให้นักเรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง ช่วยฝึกฝนทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เรียนรู้และร่วมกันทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลา และสามารถแบ่งปันความรู้และผลงานไปได้ทั่วโลกอีกด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ครูผู้สอนแบบโครงงานจำเป็นต้องใช้เครื่องมือโซเชียลมีเดียได้อย่างคล่องแคล่ว และออกแบบการเรียนการสอนโดยนำเครื่องมือโซเชียลมีเดียเข้ามาร่วมในแต่ละขั้นตอนของการเรียนการสอนแบบโครงงาน เพื่อช่วยพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการเป็นพลเมืองในศตวรรษที่ 21 ต่อไป

แนวทางการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานร่วมกับโซเชียลมีเดีย

          การทำโครงงานเป็นการปฏิบัติตามขั้นตอนวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย การสังเกต การศึกษาเรื่องราวในแหล่งต่าง ๆ เพื่อทำให้เห็นปัญหา จากนั้นคาดเดาคำตอบ ติดตามปัญหาโดยการศึกษาหลักการทฤษฎี แล้วใช้ความรู้ที่ศึกษามาออกแบบการทำโครงงาน ต่อจากนั้นดำเนินการตามโครงงาน และสุดท้ายคือการนำเสนอข้อมูลที่ได้จากการศึกษามาเขียนเป็นรายงานเพื่อเผยแพร่ต่อไป (พิมพันธ์ เดชะคุปต์, พเยาว์ ยินดีสุข และ ราเชน มีศรี, 2553 หน้า 112) ดังนั้นครูผู้สอนจะต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ และขั้นตอนของโครงงานให้ชัดเจน ออกแบบและวางแผนการจัดการเรียนการสอน (ลัดดา ภูเกียรติ, 2552 หน้า 71) ประยุกต์โซเชียลมีเดียเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนการสอน เพื่อเสริมสร้างทักษะที่สำคัญของนักเรียน โดยการเรียนการสอนแบบโครงงานสามารถแบ่ง 10 ขั้นตอนที่สำคัญดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 เตรียมความพร้อม

ในการเรียนการสอนแบบโครงงาน สิ่งสำคัญอันดับแรกคือครูต้องตระหนักถึงความจำเป็นและคุณค่าของการสอนแบบโครงงาน ปรับเปลี่ยนแนวคิดการสอนแบบเดิมที่ครูเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้โดยตรงเป็นการสอนที่ครูเป็นผู้ให้คำปรึกษาและอำนวยความสะดวก ต้องมีความเชื่อว่านักเรียนสร้างความรู้ได้ด้วยตนเอง มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ วิธีการและเทคนิคการสอนแบบโครงงานอย่างลุ่มลึก (ลัดดา ภูเกียรติ, 2552 หน้า 71) จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ เตรียมเนื้อหา วัสดุอุปกรณ์ และจัดสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกห้องเรียนให้เหมาะกับการทำกิจกรรม เพื่อให้นักเรียนเกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้มากขึ้น จัดหาแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายเพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์กับชีวิตจริง (ลัดดา ภูเกียรติ, 2552 หน้า 15)

ครูต้องกำหนดหรือตัดสินใจว่าจะจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานในลักษณะใดจึงจะสะดวกและเหมาะสมที่สุด อาทิเช่น การดำเนินการเรียนรู้แบบโครงงานในบางเรื่องอาจเหมาะสำหรับปฏิบัติเป็นรายบุคคลมากกว่าเป็นกลุ่ม ถ้าหากเป็นการทำงานกลุ่ม นักเรียนจะได้ฝึกการใช้ทักษะการทำงานร่วมกัน (Collaborative Skill) และทักษะการเป็นผู้นำและความรับผิดชอบต่อกลุ่ม (Leadership and Responsibility Skills) ครูอาจใช้การเรียนการสอนแบบโครงงานเฉพาะบางเนื้อหาหรือบางวิชา แทนที่จะทำโครงงานในทุกเนื้อหาหรือทุกวิชา ขึ้นอยู่กับความสะดวกและความเหมาะสมของแต่ละบริบท ด้านเครื่องมืออุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศที่จำเป็นต้องใช้ (William N. Bender, 2012 p. 38) โดยเฉพาะเครื่องมือโซเชียลมีเดีย ซึ่งครูจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับความสามารถและประโยชน์ของโซเชียลมีเดียแต่ละชนิดเป็นอย่างดี เพื่อที่ครูจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานในแต่ละขั้นตอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมของนักเรียนก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ครูควรเตรียมนักเรียนให้มีความรู้และทักษะเบื้องต้นในการทำโครงงาน รวมถึงทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและเครื่องมือโซเชียลมีเดียที่ครูจะนำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างราบรื่น

ขั้นตอนที่ 2 เลือกปัญหาที่จะศึกษา

          การเลือกปัญหาหรือหัวข้อที่จะศึกษาเพื่อทำโครงงาน เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการทำโครงงาน นักเรียนควรเป็นผู้คิดและเลือกปัญหาด้วยตนเอง ปัญหาที่จะศึกษานั้นอาจมาจากความสนใจ จากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัวของผู้เรียนเอง จากประสบการณ์ที่เคยพบ จากหนังสือ วารสารต่าง ๆ  (VanCleave, 1997 p. 26-28 อ้างถึงใน ปรียา บุญญสิริ, 2553 หน้า 15) ขั้นตอนนี้ครูจะต้องจัดกิจกรรมชี้ชวนให้ผู้เรียนได้ศึกษาสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน เพื่อจุดประกายความอยากรู้อยากเห็น และนำไปสู่ความสนใจในการศึกษาเรื่องนั้น ๆ เช่น พาไปศึกษาแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ส่วนผู้เรียนจะต้องสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัวและชุมชนเพื่อหาประเด็นปัญหาที่สนใจ (ลัดดา ภู่เกียรติ, 2552 หน้า 72) ซึ่งเป็นการฝึกการใช้ทักษะการสังเกต (Observing Skill)    ประสบการณ์จากการสังเกตเหล่านี้อาจเป็นสภาพแวดล้อมจริง หรืออาจเป็นสภาพแวดล้อมเสมือนก็ได้ ซึ่งในยุคดิจิตอลนี้โซเชียบมีเดียเป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้ในการทำให้ผู้เรียนเกิดคำถามหรือประเด็นปัญหาจากประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ต้องการค้นหาคำตอบ เช่น เว็บไซต์ Youtube ที่บรรจุวิดีโอจากทั่วโลก (William N. Bender, 2012 p. 66) ครูสามารถเลือกใช้วิดีโอเหล่านี้มาช่วยจุดประกายความคิดเพื่อให้นักเรียนเห็นประเด็นปัญหาและสามารถกำหนดหัวข้อที่ตนเองสนใจได้ หากเป็นการทำโครงงานลักษณะกลุ่ม สมาชิกในกลุ่มต้องตกลงกันภายในกลุ่มว่าสนใจที่จะทำโครงงานเรื่องใดและนำเสนอครู เพื่อร่วมกันอภิปรายถึงความน่าสนใจและความเป็นไปได้อีกครั้งหนึ่ง เป็นการใช้ทักษะการสื่อสาร (Communication Skills) ในการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นและแสดงความคิดเห็นของตนเอง (บุญเลี้ยง ทุมทอง, 2550 หน้า 30) ในการระดมสมองกันของสมาชิกภายในกลุ่ม จากนั้นตั้งชื่อเรื่องให้สื่อกับผู้อ่านได้ว่างานที่อยู่ในรายงานนั้นคืออะไร ชัดเจน กะทัดรัด และควรบอกรายละเอียดเกี่ยวกับงานที่จะทำให้มากที่สุด (ปรียา บุญญสิริ, 2553 หน้า 16)

ขั้นตอนที่ 3 วางแผนการทำโครงงาน

          การวางแผนการทำโครงงานและการจัดทำเค้าโครงของโครงงาน จะช่วยทำให้โครงงานดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย รัดกุม เป็นไปตามลำดับขั้นตอน โดยนักเรียนต้องร่วมกันกำหนดแผนการดำเนินงานอย่างคร่าว ๆ คือ กำหนดวัตถุประสงค์ กำหนดสมมติฐาน กำหนดขอบเขตของการศึกษา วิธีการที่จะศึกษา ศึกษาค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้อง (ปรียา บุญญสิริ, 2553 หน้า 16; บุญเลี้ยง ทุมทอง, 2551 หน้า 89) และเสนอเค้าโครงของโครงงานต่อครูผู้สอน โดยครูผู้สอนมีบทบาทหน้าที่ในการให้คำปรึกษาในการดำเนินงานของผู้เรียนในทุกขั้นตอน (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2550 หน้า 8)

          3.1 กำหนดวัตถุประสงค์

                   การกำหนดวัตถุประสงค์ก็คือการกำหนดเป้าหมายปลายทางของการเรียนรู้ที่ต้องการให้เกิดจากการทำโครงงาน ต้องเขียนให้ชัดเจนสอดคล้องกับชื่อโครงงาน (พิมพันธ์ เดชะคุปต์, พเยาว์ ยินดีสุข และ ราเชน มีศรี, 2553 หน้า 117) และเป็นสิ่งที่นักเรียนอยากทราบคำตอบจากการทำโครงงานนั้น หากเป็นทำโครงงานเป็นกลุ่มนักเรียนแต่ละกลุ่มต้องร่วมกันอภิปรายทบทวนหัวข้อที่ตนเองสนใจว่าต้องการทราบอะไรบ้าง เพื่อนำมาเป็นวัตถุประสงค์ของโครงงาน การกำหนดเป้าหมายจะช่วยให้นักเรียนรู้จักบริหารจัดการเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย กำหนดกลยุทธ์และเวลาในการทำให้บรรลุเป้าหมายนั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นขั้นเริ่มต้นของการฝึกทักษะการเรียนรู้โดยนักเรียนกำกับตนเอง (Initiative and Self-Direction Skill) (The Partnership for 21st Century Skills, 2009 p. 6) โดยครูใช้คำถามกระตุ้นให้นักเรียนคิดถึงสิ่งที่ต้องการจากเรื่องนั้น ๆ เช่น นักเรียนอยากรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ นักเรียนอยากรู้ไปเพื่ออะไร นักเรียนอยากสร้างหรือประดิษฐ์ไปเพื่ออะไร เป็นต้น (ลัดดา ภูเกียรติ, 2552 หน้า 73) สุดท้ายครูและนักเรียนจะร่วมกันพิจารณาถึงความชัดเจน และความสมบูรณ์ของวัตถุประสงค์ของโครงงานอีกครั้งหนึ่ง นักเรียนจะได้ฝึกทักษะการตั้งคำถาม (Questioning Skill) และทักษะการระบุ (Identifying Skill) จากการกำหนดขอบเขตการศึกษาและวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้ชัดเจนและสอดคล้องกับเรื่องที่ศึกษา (บุญเลี้ยง ทุมทอง, 2550 หน้า 39-42) ในขั้นตอนนี้ครูอาจใช้วิกิ (Wikis) ในการเป็นพื้นที่สำหรับกำหนดวัตถุประสงค์และขอบเขตของการศึกษาของแต่ละกลุ่ม โดยวิกิมีลักษณะคล้ายเว็บไซต์อย่างง่ายหรือบล็อก (Blog) แต่พิเศษกว่าตรงที่วิกิอนุญาตให้สมาชิกภายในกลุ่มสามารถแก้ไขเนื้อหาร่วมกันได้ (Megan Poore, 2013 p. 61) นอกจากวิกิแล้ว ยังมีโซเชียลมีเดียอีกตัวหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกันกับวิกินั่นคือกูเกิ้ลไซต์ (Google Site) ซึ่งเครื่องมือโซเชียลมีเดียประเภทนี้จะช่วยส่งเสริมทักษะการทำงานร่วมกัน (Collaborative Skill) ของนักเรียนได้เป็นอย่างดี และสามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

          3.2 กำหนดสมมติฐาน

                   สมมติฐานเป็นการคาดคะเนคำตอบของปัญหาที่สนใจอย่างมีหลักและเหตุผล ตามหลักการทฤษฎี เป็นการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะการคิด (พิมพันธ์ เดชะคุปต์, พเยาว์ ยินดีสุข และ ราเชน มีศรี, 2553 หน้า 119)  นั่นคือ ทักษะการตั้งสมมติฐาน (Formulating Hypothesis Skill) ซึ่งเกิดจากการที่นักเรียนทบทวนความรู้เดิม สรุปอ้างอิงโดยอาศัยความรู้เดิมที่เกี่ยวข้อง เพื่อคาดคะเนว่าจากสถานการณ์ที่กำหลังเกิดขึ้นจะมีอะไรเกิดขึ้นตามมา ที่จะทำให้การออกแบบการศึกษามีความชัดเจน (บุญเลี้ยง ทุมทอง, 2550 หน้า 61) นักเรียนต้องพูดคุยกับสมาชิกภายในกลุ่มถึงคำตอบที่น่าจะเป็นไปได้ไว้ล่วงหน้า โดยอาจมีได้หลายคำตอบ จากนั้นเลือกคำตอบที่คาดว่าเหมาะสมและเป็นไปได้ และเขียนคำตอบที่เลือกไว้เพื่อรอการพิสูจน์ ครูต้องใช้คำถามกระตุ้นให้นักเรียนพยายามคาดคะเนคำตอบล่วงหน้า (ลัดดา ภูเกียรติ, 2552 หน้า 73)

การร่วมกันอภิปรายและกำหนดสมมติฐานของโครงงานของสมาชิกภายในกลุ่มสามารถนำเครื่องมือโซเชียลมีเดียมาใช้เพื่อให้สมาชิกทุกคนสามารถสร้างและแก้ไขสมมติฐานร่วมกันได้ อาทิเช่น Wikispace, Google Site, Google Docs หรือ SkyDrive ของบริษัทไมโครซอฟต์ เป็นต้น โดยผู้ให้บริการบางรายจะมีกล่องสนทนา (Chat Box) สำหรับให้สมาชิกใช้พูดคุยอภิปรายด้วย และสุดท้ายครูอาจให้แต่ละกลุ่มนำเสนอสมมติฐานของกลุ่มตนเอง เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ความเป็นได้และข้อเสนอแนะเพิ่มเติมจากครูอีกครั้ง ซึ่งในขั้นตอนนี้นักเรียนจะได้ใช้ทักษะการทำงานร่วมกัน (Collaborative Skill) และทักษะการสื่อสาร (Communication Skill) ซึ่งเป็นทักษะการเรียนรู้ที่สำคัญในยุคสตวรรษที่ 21 (The Partnership for 21st Century Skills, 2009 p. 3)

          3.3 กำหนดขอบเขตการศึกษา

การกำหนดของเขตของโครงงานให้ชัดเจนจะทำให้ได้ผลการศึกษาที่น่าเชื่อถือ ได้แก่ การกำหนดประชากร กลุ่มตัวอย่าง และตัวแปรที่ศึกษา ประชากรที่ศึกษาอาจเป็นคน สัตว์ หรือพืช รวมทั้งกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างให้เหมาะสมเป็นตัวแทนของประชากร  การกำหนดตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคุมให้ชัดเจน จะทำให้สื่อความหมายให้ผู้ฟังและผู้อ่านเข้าใจตรงกัน (พิมพันธ์ เดชะคุปต์, พเยาว์ ยินดีสุข และ ราเชน มีศรี, 2553 หน้า 118) การกำหนดขอบการของการทำโครงงานนี้สมาชิกอาจร่วมกันอภิปรายและกำหนดขอบเขตในบล็อก หรือ วิกิสเปซ (Wikispace) ของกลุ่มตนเอง โดยครูอาจยกตัวอย่างการกำหนดขอบเขตการทำโครงงานให้นักเรียนเข้าใจโดยนำเสนอไว้บนบล็อกหรือวิกิสเปซของรายวิชา เมื่อนักเรียนกำหนดขอบเขตการศึกษาได้แล้ว ครูให้แต่ละกลุ่มนำเสนอขอบเขตการทำโครงงานของตนเองทีละกลุ่ม เพื่อร่วมกันอภิปรายและให้ขอเสนอแนะแก่นักเรียน ในขั้นตอนนี้นักเรียนจะได้ฝึกทักษะการทำงานร่วมกัน (Collaborative Skill) และทักษะการสื่อสาร (Communication Skill)

          3.4 กำหนดวิธีการศึกษา

                    การกำหนดวิธีการศึกษาเป็นการกำหนดวิธีที่จะทำให้การดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงงาน ไม่ว่าจะเป็น แหล่งข้อมูล ประชากร กลุ่มตัวอย่าง การสร้างเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ระยะเวลาในการศึกษา การวิเคราะห์ข้อมูล และวิธีการนำเสนอ โดยระบุกิจกรรมให้ชัดเจน เพื่อสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง (พิมพันธ์ เดชะคุปต์, พเยาว์ ยินดีสุข และ ราเชน มีศรี, 2553 หน้า 118-119) โดยนักเรียนต้องคิดต่อเนื่องมาจากวัตถุประสงค์และสมมติฐานว่าจะหาคำตอบได้อย่างไรบ้าง คิดหาวิธีการที่จะหาคำตอบที่หลากหลาย เลือกวิธีที่เหมาะสมในทุก ๆ ด้าน โดยคำนึงถึงข้อจำกัดต่าง ๆ ด้วย เช่น ลักษณะข้อมูล ความสามารถของกลุ่ม และเวลา เป็นต้น ซึ่งครูต้องแนะนำวิธีการหาคำตอบหรือวิธีการศึกษาที่หลากหลาย เพื่อเลือกให้เหมาะสมกับเรื่องที่ศึกษา เช่น นักเรียนจะเก็บข้อมูลอย่างไร นักเรียนจะใช้วัสดุอุปกรณ์อะไรบ้าง ควรใช้เวลาเท่าใดจึงจะเหมาะสม เป็นต้น (ลัดดา ภูเกียรติ, 2552 หน้า 73-74)

ในขั้นตอนนี้นักเรียนจะได้ฝึกทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking Skill) ในการใช้เหตุผลที่หลากหลายในการกำหนดและเลือกใช้วิธีการดำเนินโครงงาน (Reason Effectively) รวมถึงการคิดหาวิธีการแก้ปัญหาเพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบตามวัตถุประสงค์ของโครงงาน (Solve Problems) การอภิปรายของสมาชิกภายในกลุ่มไม่ว่าจะด้วยวาจาหรือเขียนลงบน Wikispace หรือ Blog เพื่อหาวิธีการศึกษาที่เหมาะสมนั้น จะช่วยส่งเสริมทักษะการทำงานร่วมกันและทักษะการสื่อสารของนักเรียน (Collaborative and Communication Skills) (The Partnership for 21st Century Skills, 2009 p. 4) อาจเป็นการระดมสมองในรูปของแผนภาพความคิด (Mind Mapping) โดยใช้เครื่องมือโซเชียลมีเดียอย่าง bubbl.us ซึ่งเป็นเครื่องมือที่อนุญาตให้สร้าง แบ่งปัน และร่วมกันเขียนแผนภาพความคิดแบบออนไลน์ สามารถส่งออกในรูปของไฟล์รูปภาพ พิมพ์และนำโค้ดไปใส่ไว้บนบล็อก วิกิ หรือเว็บไซต์อื่นได้ รวมถึงสามารถแบ่งปันผ่านลิงค์ได้โดยตรงอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือแผนภาพความคิดอื่น ๆ ที่ได้รับความนิยมอาทิเช่น Exploratree.org.uk, Mind42 และ Cacoo,com ซึ่งครูและนักเรียนสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม

ขั้นตอนที่ 4 ศึกษาหลักการ ทฤษฎี ที่เกี่ยวข้อง

          เป็นการค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษา เฉพาะเรื่องที่สำคัญมีความสัมพันธ์กับปัญหาที่จะศึกษา ซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพของปัญหาได้เด่นชัดขึ้น นักเรียนจะได้ใช้ทักษะในการสืบค้น วิเคราะห์และประเมินความน่าเชื่อถือเพื่อคัดกรองข้อมูลความรู้ที่ได้ (Information Literacy) โดยครูจะเป็นผู้คอยแนะนำและชี้แนะหลักการวิเคราะห์และเลือกใช้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ รวมถึงได้ฝึกทักษะการอ่าน (Reading Skill) ในการศึกษาเอกสาร ซึ่งนักเรียนสามารถใช้เทคโนโลยีสารสารสนเทศเป็นเครื่องมือในค้นหาและจัดการข้อมูล (ICT Literacy) อาทิเช่น การใช้ Search Engine ยอดนิยมอย่าง Google ให้สามารถค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและตรงความต้องการมากขึ้น เมื่อสืบค้นข้อมูลแล้วนักเรียนสามารถใช้บริการ Social Bookmarking ในการบันทึกและแบ่งปันเว็บไซต์ให้สมาชิกในกลุ่ม เช่น Delicious.com Diido.com หรือ Connotea.org หรือถ้าหากไม่ต้องการข้อมูลทั้งเว็บไซต์ แต่ต้องการเพียงบางประโยคหรือรูปภาพหรือวิดีโอที่อยู่บนเว็บไซต์นั้น นักเรียนสามารถใช้บริการ Clippings อาทิเช่น Clipmarks หรือ Evernote เป็นต้น เพื่อบันทึกสิ่งที่ต้องการบางส่วน โดยข้อความ รูปภาพ หรือวิดีโอที่นักเรียนบันทึกสามารถแบ่งปันให้กับเพื่อนในกลุ่มได้ และยังสามารถนำโค้ดไปใส่ไว้บนวิกิหรือบล็อกของกลุ่มได้อีกด้วย (Megan  Poore, 2013 p.131-134) การใช้เครื่องมือโซเชียลมีเดียเหล่านี้ครูควรเตรียมความพร้อมเบื้องต้นให้กับนักเรียนก่อนในขั้นตอนการเตรียมความพร้อมก่อนที่จะเริ่มต้นทำโครงงาน

ความรู้ที่ได้จากการศึกษาหลักการ ทฤษฎีสามารถนำไปเป็นแนวทางในการปรับปรุงสมมติฐานได้อีกด้วย (ปรียา  บุญญสิริ, 2553 หน้า 19) ซึ่งหลังจากได้รับความรู้เพิ่มเติม นักเรียนแต่ละกลุ่มอาจร่วมกันปรับปรุงสมมติฐานขึ้นใหม่จากความรู้ที่ได้ นักเรียนจะได้ฝึกทักษะการสื่อสาร (Communication Skill) เพื่อแสดงความคิดเห็นของตนเอง และฝึกการยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น (วัฒนา  มัคคสมัน, 2554)         

ขั้นตอนที่ 5 พัฒนาโครงการหรือแผนปฏิบัติงาน

          การพัฒนาโครงการหรือแผนปฏิบัติงาน เป็นการจัดทำโครงร่างของโครงงาน ซึ่งก็คือการนำเอาสิ่งที่นักเรียนและครูร่วมกันคิดและดำเนินการมาตั้งแต่ต้นจนถึงขั้นตอนการวางแผนการทำโครงงานมาเขียนหรือพิมพ์ในลักษณะของโครงร่างของโครงงาน เพื่อใช้เป็นแผนในการทำโครงงาน ซึ่งโครงการหรือแผนปฏิบัติงานนี้โดยปกติจะประกอบด้วยชื่อโครงงาน ผู้จัดทำหรือคณะผู้จัดทำโครงงาน ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา ที่มาและความสำคัญของโครงงาน วัตถุประสงค์ของการทำโครงงาน สมมติฐานของการศึกษา ขอบเขตของการศึกษา วิธีการดำเนินการ ผลที่คาดว่าจะได้รับ แผนปฏิทินการปฏิบัติงาน และเอกสารอ้างอิง (พิมพันธ์ เดชะคุปต์, พเยาว์ ยินดีสุข และ ราเชน มีศรี, 2553 หน้า 114) นักเรียนสามารถใช้เครื่องมือโซเชียลมีเดียในการร่วมกันพัฒนาโครงการ แผนปฏิบัติการหรือโครงร่างโครงงาน โดยใช้โซเชียลมีเดียประเภทสร้างและแก้ไขงานเอกสารเป็นเครื่องมือในการฝึกทักษะการทำงานร่วมกัน (Collaborative Skill) ของสมาชิกภายในกลุ่ม  อาทิเช่น Google Drive หรือ SkyDrive ซึ่งสมาชิกในกลุ่มสามารถร่วมกันสร้างและแก้ไขได้แบบตามเวลาจริง และยังสามารถแบ่งปันให้กับครูผู้สอนเพื่อร่วมกันอภิปรายและตรวจสอบความถูกต้องและความสมบูรณ์ของโครงการ หรือแผนปฏิบัติงาน หรือโครงร่างโครงงานได้อีกด้วย ซึ่งในขั้นตอนการพัฒนาโครงการหรือแผนปฏิบัติงานนี้ นักเรียนจะได้ฝึกการกำหนดเป้าหมายที่จับต้องได้และกำหนดเกณฑ์ที่จับต้องไม่ได้ การกำหนดกลยุทธ์การดำเนินโครงงานให้สมดุลทั้งระยะสั้นและระยะยาว การบริหารจัดการเวลาในการทำงานที่มีประสิทธิ์ภาพ สิ่งเหล่านี้เป็นการจัดการเป้าหมายและเวลา (Manage Goals and Time) ซึ่งเป็นทักษะย่อย ๆ ของทักษะความคิดริเริ่มและการกำกับตนเอง (Initiative and Self-Direction Skills)  เป็นทักษะที่สำคัญในการวางแผนการทำงานและเรียนรู้ด้วยตนเอง (Partnership for 21st Century Skills, 2009 p. 6)

ขั้นตอนที่ 6 ลงมือปฏิบัติตามแผน

          เก็บรวบรวมข้อมูล

          ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นการตรวจสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้ด้วยการลงมือปฏิบัติจนค้นพบคำตอบด้วยตนเอง (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2550 หน้า 3) นักเรียนจะเริ่มลงมือปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการหรือโครงการที่ได้กำหนดเอาไว้ ในกรณีของงานกลุ่มต้องมีการแบ่งงานและกำหนดบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน เช่น หัวหน้ากลุ่มผู้ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของสมาชิก ผู้ทำหน้าที่สืบค้นและรวบรวมข้อมูล ผู้ทำหน้าที่สร้างชิ้นงานนำเสนอ ผู้ทำหน้าที่จัดทำรายงานโครงงาน ผู้ทำหน้าที่นำเสนอผลงาน เป็นต้น จากนั้นบันทึกข้อมูลตามแผนที่วางไว้ โดยอภิปรายพูดคุย ปรึกษากับสมาชิกในกลุ่ม เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทำให้งานมีความสมบูรณ์มากที่สุด (ลัดดา ภูเกียรติ, 2552 หน้า 74-75) ครูมีหน้าที่จัดเตรียมแหล่งข้อมูล แหล่งเรียนรู้สำหรับการศึกษาของนักเรียน โดยเฉพาะอย่ายิ่งการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตซึ่งปัจจุบันมีโครงงานจำนวนน้อยมากที่ไม่จำเป็นต้องใช้งานอินเตอร์เน็ต อาจเป็นไปได้ที่ในแต่ละโครงงานจะมีการใช้เว็บเควส (Webquest) (William N. Bender, 2012 p. 38) ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ประกอบด้วยการมอบหมายงานในการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับโครงงาน คำถามที่ช่วยแนะแนวทางในการสืบค้น (Okolo, Englert, Bouck, & Heutsche, 2007; Skylar et al., 2007 cited in William N. Bender, 2012 p. 95) หรือประเด็นที่ครูคิดว่านักเรียนควรศึกษา โดยนักเรียนจะสืบค้นข้อมูลจากลิงค์ที่ครูได้ศึกษามาแล้ว หรืออาจมีสิ่งอื่นเพิ่มเติมที่จะช่วยให้นักเรียนสามารถทำโครงงานได้สำเร็จ ในการช่วยเหลือนักเรียนในการทำโครงงาน (William N. Bender, 2012 p. 95) ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ช่วยในการสร้างเว็บเควส เช่น Internet4classrooms.com/using_quest.html, kn.pacbell.com/wired/fil, questgarden.com, teacherweb.com, webquest.org/index.php, zunal.com เป็นต้น (William N. Bender, 2012 p. 101) ซึ่งเว็บไซต์เหล่านี้มีทั้งที่มีค่าใช้จ่ายและไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมีความสามารถแตกต่างกันไป ครูสามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการ นอกจากนี้ครูควรสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนแต่ละคนและบันทึกเป็นระยะ ๆ ตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้นโครงงาน ให้คำแนะนำ ช่วยเหลือนักเรียนในทุก ๆ เรื่อง รวมถึงให้กำลังใจระหว่างการทำงานอย่างสม่ำเสมอ (ลัดดา ภูเกียรติ, 2552 หน้า 74-75) ในขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูลนี้ นักเรียนจะได้ใช้ทักษะต่าง ๆ ที่หลากหลาย อาทิเช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ การสอบถาม การวัด การใช้อุปกรณ์และเครื่องมือ การใช้ตัวเลข การบันทึกผล (บุญเลี้ยง ทุมทอง, 2550 หน้า 76) การค้นหาและเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งด้านการใช้เวลาและแหล่งข้อมูล การประเมินข้อมูลสารสนเทศอย่างมีวิจารณญาณ การใช้ข้อมูลสารสนเทศได้อย่างถูกต้องแม่นยำและสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาที่มีอยู่ การจัดการข้อมูลสารสนเทศที่ได้มาจากหลายแหล่ง เข้าใจถึงจริยธรรมและกฎหมายในการเข้าถึงและใช้ข้อมูลสารสนเทศ สิ่งที่กล่าวมานี้เป็นการใช้ทักษะการรับรู้ข้อมูลสารสนเทศ (Information Literacy) (Partnership for 21st Century Skills, 2009 p. 5) ซึ่งเป็นทักษะความสามารถที่จำเป็นในขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล รวมถึงในการดำเนินชีวิตในยุคสมัยใหม่

นอกจากนี้ เนื่องจากในกระบวนการทำโครงงานไม่ได้จำกัดอยู่ในเฉพาะห้องเรียน นักเรียนสามารถใช้เวลานอกเวลาเรียนในการร่วมกันทำโครงงานได้ ดังนั้นการติดต่อสื่อสารที่สะดวกรวดเร็วและประหยัดจึงเป็นสิ่งจำเป็น การสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ตโดยใช้เครื่องมือโซเชียลมีเดียเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดในยุคดิจิตอลนี้ โดยนักเรียนสามารถใช้โซเชียลมีเดียประเภทรับ-ส่งข้อความสั้น ๆ รูปภาพ วิดีโอลิงค์ หรือไฟล์เอกสารถึงกัน (Instant Messaging (IM) and Chat) หรืออาจเลือกใช้โซเชียลมีเดียประเภทที่สื่อสารได้ทั้งข้อความตัวหนังสือ เสียง และวิดีโอ (Voice Over Internet Protocol (VOIP)) เช่น สไกป์ (Skype) กูเกิลแฮงค์เอ้า (Google Hangout) หรือไลน์ (Line) ในการติดต่อสื่อสารกันภายในกลุ่ม หรือสื่อสารกับครูที่ปรึกษา ใช้ในการประชุมกลุ่ม อภิปราย ระดมสมอง สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ครูสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการให้ผลย้อนกลับหรือคำแนะนำแก่นักเรียน หรืออาจใช้ในการนำเสนอด้วยวาจาโดยใช้ VOIP ผ่านคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ ยังมีเครื่องมือโซเชียลมีเดียอีกประเภทหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ติดต่อสื่อสารได้ นั่นคือทวิตเตอร์ (Twitter) ซึ่งจัดเป็นบล็อกขนาดเล็ก (Micro-Blogging) เป็นบริการที่อนุญาตให้พิมพ์ข้อความสั้น ๆ ได้ครั้งละไม่เกิน 140 ตัวอักษร ซึ่งสามารถใช้เป็นสื่อกลางในการอภิปรายนอกเวลาเรียน ให้คำแนะนำหรือผลย้อนกับแก่นักเรียน แบ่งปันลิงค์หรือแหล่งข้อมูล ถาม-ตอบปัญหา แสดงความคิดเห็น ประกาศหรือเตือนความจำ ซึ่งเครื่องมือโซเชียลมีเดียเหล่านี้อยู่บนพื้นฐานของการสื่อสารแบบเวลาจริง (real-time) ซึ่งจะสามารถทำให้การสร้างความรู้ผ่านสังคม (Social Constructivist) การสนทนา (Dialogical) การร่วมมือกันในการเรียนรู้ (Collaborative Learning) การทำงานร่วมกัน (Teamwork) การสร้างเครือข่าย (Networking) และการสร้างชุมชน (Community-Building) ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 นอกจากนี้ยังสามารถส่งเสริมกระบวนการของความคิดสร้างสรรค์และการประเมินค่า (Creativity and Evaluation) และที่สำคัญถ้าหากมีการระดมสมองร่วมด้วยโดยผ่านการพูดคุย การแชทหรือทวิตเตอร์ จะนำไปสู่การวิเคราะห์และสังเคราะห์ขึ้นด้วย (Megan  Poore, 2013 p.122-125)

นอกเหนือจากเครื่องมือโซเชียลมีเดียที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารแล้ว การทำโครงงานในขั้นตอนนี้ยังสามารถนำโซเชียบมีเดียประเภทอื่นมาช่วยในการทำโครงงานในยุคดิจิตอลให้ประสบความสำเร็จโดยนักเรียนเกิดทักษะที่ต้องการได้ เช่น เครื่องมือประเภทบุ๊คมาคกิ้ง (Bookmarking) คลิปปิ้ง (Clippings) มายด์แม็บปิ้ง (MindMapping) ซึ่งได้กล่าวถึงไว้ในขั้นตอนก่อนหน้านี้ และถ้าหากมีขั้นตอนที่จำเป็นต้องทำการสำรวจความคิดเห็น สามารถนำโซเชียลมีเดียประเภทโพลและเซอร์เวย์ (Polls and Surveys) มาใช้งานได้ โดยโพลออนไลน์อาจมีลักษะโครงสร้างอย่างง่ายที่เป็นการถามความคิดเห็นและข้อมูลในลักษณะที่ต้องการคำตอบเพียง “ใช่หรือไม่ใช่” หรือเป็นตัวเลือก หรือในกรณีที่ต้องการข้อมูลเชิงคุณภาพอาจอยู่ในลักษณะของคำถามปลายเปิด โดยให้นักเรียนสร้างและใส่ไว้บนวิกิหรือบล็อกของตนเอง แล้วนำไปโพสไว้ในเว็บไซต์อื่น ๆ หรือโซเชียลมีเน็ตเวิร์ค เช่น เฟสบุค (Facebook) กูเกิ้ลพลัส (Google+) กระดานสนทนา (Forum หรือ Webboard) เป็นต้น ครูอาจใช้แสดงตัวอย่างการตั้งคำถามในโพลหรือแบบสำรวจ ใช้โพลเป็นการทดสอบ (Quiz) ความเข้าใจของนักเรียน หรือใช้ในการสำรวจผลย้อนกลับจากนักเรียนในการเรียนการสอน ตัวอย่างของโซเชียลมีเดียที่เป็นที่นิยมในการทำโพลออนไลน์ เช่น Polldaddy.com, Vizu,  ServeyMonkey.com, Zoomerang หรือ Surveycan.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของประเทศไทย เป็นต้น (Megan  Poore, 2013 p.134-135)

          วิเคราะห์ข้อมูล

นักเรียนนำข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมมาวิเคราะห์ แปลผล และสรุปผลตามขั้นตอนที่ได้วางแผนเอาไว้ การวิเคราะห์ข้อมูลขึ้นอยู่กับประเภทของโครงงาน ถ้าเป็นโครงงานประเภทสำรวจหรือทดลองมักจะใช้สถิติพื้นฐาน เช่น ความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ เป็นต้น ซึ่งครูมีหน้าที่ในการฝึกและให้คำแนะนำวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน (ลัดดา ภู่เกียรติ, 2552 หน้า 75) การวิเคราะห์ผลการศึกษาสามารถทำในรูปแบบออนไลน์อัตโนมัติผ่านเว็บไซต์ที่ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ส่วนใหญ่เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ เช่น การสำรวจความคิดเห็น ความพึงพอใจ เป็นต้น ซึ่งเว็บไซต์ที่ให้บริการทำโพลหรือแบบสำรวจออนไลน์บางเว็บไซต์มีบริการแปลผลข้อมูลให้อัตโนมัติ หรือวิเคราะห์ผ่านเว็บไซต์วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่นเว็บไซต์ quantitativeskills.com/sisa/ ที่ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติออนไลน์ผ่านเว็บไซต์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ตั้งแต่สถิติพื้นฐานไปจนถึงสถิติขั้นสูง บางครั้งข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์เป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ การสังเกต การศึกษาเอกสาร การสืบค้นจากอินเตอร์เน็ต ครูควรฝึกให้นักเรียนวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัย (Analytic induction) การวิเคราะห์โดยการจำแนกชนิดข้อมูล (Typological Analysis) การวิเคราะห์โดยการเปรียบเทียบข้อมูล (Constant Comparison) การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) เป็นต้น (ธีระ สินเดชารักษ์, 2553) ซึ่งครูต้องมีความรู้เกี่ยวกับวิธีการวิเคราะห์เหล่านี้ เพื่อที่จะสามารถแนะนำนักเรียนได้อย่างถูกต้อง นักเรียนอาจใช้เครื่องมือโซเชียลมีเดียอย่างกูเกิ้ลไดฟ์ (Google Drive) ในการร่วมกันสร้าง แก้ไขและอภิปรายร่างผลการวิเคราะห์ข้อมูล จากนั้นนำผลการวิเคราะห์และการแปลผลข้อมูลนำเสนอไว้บนเว็บบล็อก (Blog) ของกลุ่ม เพื่อให้ครูช่วยตรวจสอบความถูกต้องและให้คำแนะนำต่อไป ในขั้นตอนการวิเคราะห์ผล นักเรียนจะได้ฝึกการใช้เหตุผลที่หลากหลายในการอธิบายผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ วิเคราะห์ส่วนย่อยต่าง ๆ ของข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการจำแนกประเภท การจัดกลุ่ม การเรียงลำดับ และการจัดระบบ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นระบบ (บุญเลี้ยง ทุมทอง, 2550 หน้า 76) ฝึกการวิเคราะห์และประเมินหลักฐาน ข้อโต้แย้ง ข้อค้นพบต่าง ๆ  ตีความข้อมูลและสร้างข้อสรุปบนพื้นฐานของการวิเคราะห์ข้อมูลที่ดี แก้ปัญหาที่ไม่คุ้นเคยด้วยวิธีการดั้งเดิมและนวัตกรรมใหม่ ๆ สิ่งเหล่านี้คือ ทักษะคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา (Critical Thinking and Problem Solving Skill) (Partnership for 21st Century Skills, 2009 p. 4) นอกจากนี้นักเรียนจะได้ฝึกการใช้ทักษะการสื่อความหมาย เช่น การสื่อความหมายรูปแบบตาราง กราฟ ผังกราฟฟิก (พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์, พเยาว์ ยินดีสุข และราเชน มีศรี หน้า 75-89) การเขียนบรรยาย (ทวีศักดิ์ จินดานุรักษ์ และธงชัย ชิวปรีชา, ม.ป.ป.) เป็นต้น ซึ่งเป็นทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับพลเมืองในยุคศตวรรษที่ 21     

ขั้นตอนที่ 7 ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม

เมื่อทำการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้แล้ว การตรวจสอบสมมติฐานเบื้องต้นจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นสิ่งจำเป็นที่สมาชิกภายในทีมจะต้องพูดคุยกัน เพื่อระบุว่าสิ่งที่ต้องการนั้นสมบูรณ์แล้วหรือยัง สิ่งใดยังไม่ได้ทำ หรือปัญหาใดยังไม่ได้คำตอบ และมีข้อมูลใดควรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ซึ่งในการเรียนแบบโครงงานนักเรียนจะต้องค้นหาและเพิ่มเติมเข้าไปโครงงานอยู่เสมอ (William N. Bender, 2012 p. 70) ในบางครั้งครูอาจใช้คำถามในการนำไปสู่ข้อมูลที่นักเรียนควรเพิ่มเติม จากนั้นนักเรียนจะค้นหาข้อมูลสารสนเทศที่พวกเขาต้องการเพื่อเติมเต็ม โดยครูช่วยแสวงหาแหล่งเรียนรู้ ติดต่อประสานงาน อภิปรายร่วมกับนักเรียนถึงสิ่งที่นักเรียนอยากรู้หรือข้อมูลที่นักเรียนต้องการ โดยกระตุ้นให้นักเรียนดำเนินการค้นหาคำตอบตามวิธีการที่วางแผนไว้ (วัฒนา มัคคสมัน, หน้า 55) กระบวนการในขั้นตอนการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมจะย้อนกลับไปที่การวางแผน การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ และสรุปผลจากข้อมูลใหม่  เพื่อให้ได้ผลการทำโครงงานที่ตรงและครอบคลุมวัตถุประสงค์มากที่สุด

ขั้นตอนที่ 8 เขียนรายงาน

          การเขียนรายงานการทำโครงงานเป็นการเสนอผลการศึกษาค้นคว้าหรือผลการทำโครงงานในรูปแบบของรายงานเป็นเอกสาร เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจถึงปัญหาและเหตุผลที่ทำโครงงาน วิธีการดำเนินการ และผลของการดำเนินการ ซึ่งจะต้องเขียนให้อ่านเข้าใจง่าย เนื่องจากผู้อ่านไม่สามารถซักถามได้เมื่อมีข้อสงสัย (ลัดดดา ภู่เกียรติ, 2552 หน้า 33) โดยทั่วไปการเขียนรายงานประกอบด้วย 3 ส่วนคือ ส่วนนำ ส่วนเนื้อหา และส่วนอ้างอิง (พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์, พเยาว์ ยินดีสุข และราเชน มีศรี หน้า 125)

ส่วนนำ

ประกอบด้วยหน้าปกที่แสดงชื่อโครงงาน ชื่อผู้ทำโครงงาน และชื่อครูหรืออาจารย์ที่ปรึกษา สารบัญ และบทคัดย่อที่แสดงถึงเนื้อหาอย่างย่อที่ประกอบด้วยปัญหาหรือวัตถุประสงค์ของการศึกษา วิธีดำเนินการ และผลการศึกษา เพื่อให้ผู้อ่านได้อ่านก่อนที่จะอ่านเนื้อหาทั้งหมดในรายงาน (พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์, พเยาว์ ยินดีสุข และราเชน มีศรี หน้า 125-126)

ส่วนเนื้อหา

          ประกอบด้วยที่มาและความสำคัญของโครงงาน วัตถุประสงค์ของการศึกษา หลักการและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง สมมติฐานของการศึกษา ขอบเขตของการศึกษา ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ วิธีการดำเนินการ (เขียนคล้ายกับที่เขียนในเค้าโครงโครงงานหรือโครงการหรือแผนปฏิบัติการ แต่จะละเอียดกว่าเนื่องจากนักเรียนได้ค้นคว้าเพิ่มเติมมาแล้ว) (ลัดดดา ภู่เกียรติ, 2552 หน้า 33) ส่วนที่เพิ่มเข้ามาในรายงานนอกเหนือจากเค้าโครงของโครงงานคือ ส่วนของผลการวิเคราะห์เป็นส่วนที่นักเรียนนำข้อมูลมาจัดกระทำและนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ตาราง กราฟ แผนภาพ การบรรยาย เป็นต้น รวมถึงการแปลผลหรือตีความความหมายข้อมูลที่จัดกระทำแล้วเหล่านั้น ส่วนของการสรุปผล โดยสรุปผลที่ได้จากการแปลผลหรือตีความหมายข้อมูล และอาจมีการอภิปรายผลด้วยก็ได้ และสุดท้ายคือส่วนของข้อเสนอแนะเพื่อที่จะทำการศึกษาโครงงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษาต่อไปในอนาคต (พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์, พเยาว์ ยินดีสุข และราเชน มีศรี หน้า 129)

ส่วนอ้างอิง

ประกอบด้วยส่วนบรรณานุกรม เป็นการบอกข้อมูลหนังสือ เอกสาร และแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ที่ผู้ทำโครงงานใช้ในการศึกษาค้นคว้า อ้างอิง ตามรูปแบบสากลหรือรูปแบบที่สถานศึกษากำหนด ซึ่งควรแสดงชื่อผู้แต่ง ชื่อหนังสือ แหล่งที่มา และปีที่จัดพิมพ์ ส่วนภาคผนวก เป็นการนำเสนอข้อมูลอย่างละเอียด รูปภาพ ขั้นตอนการศึกษา และเอกสารต่าง ๆ ที่ไม่สามารถใส่ไว้ในส่วนเนื้อหาได้

แน่นอนว่าในขั้นตอนการเขียนรายงานโครงงานนั้นเป็นการจัดการเอกสาร สมาชิกภายในกลุ่มจะต้องอภิปรายและเขียนรายงานร่วมกัน เครื่องมือโซเชียลมีเดียที่สามารถนำมาใช้ในการจัดการเอกสารนั้นมีอยู่หลายชนิด แต่ที่เป็นที่นิยมใช้งานง่ายและไม่มีค่าใช้จ่ายได้แก่ Google Drive และ Sky Drive ที่สามารถสร้างและแก้ไขเอกสารร่วมกันแบบออนไลน์ได้ ข้อดีของ Google Drive คือ นักเรียนสามารถมองเห็นการแก้ไขของแต่ละคนแบบเวลาจริง (Real Time) สามารถเปิดส่วนของกล่องสนทนา (Chat Box) เพื่อพูดคุยกัน มีเครื่องมือแสดงความคิดเห็นที่นักเรียนแต่ละคนสามารถใส่ความคิดเห็นของตนเองลงไปได้ และมีการแจ้งเตือนทางอีเมลเมื่อมีการแก้ไขเอกสาร ส่วนข้อดีของ Sky Drive คือ มีเครื่องมือในการจัดการเอกสารมาให้ค่อนข้างครบ และการใช้งานใกล้เคียงกับโปรแกรมจัดการเอกสารที่นักเรียนและครูคุ้นเคยอย่างโปรแกรมไมโครซอฟเวิร์ด (Microsoft Word) ซึ่งเครื่องมือทั้งสองตัวมีความสามารถในการจัดการเอกสารรายงานโครงงานร่วมกันของสมาชิกภายในกลุ่มได้เป็นอย่างดี

ในการจัดทำรายงานโครงงานนักเรียนจะได้ใช้ทักษะการเขียน (Writing Skill) เพื่อเรียบเรียงความคิดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น เขียนแสดงความคิดเห็น เขียนบอกสาเหตุและผลลัพธ์ เขียนเปรียบเทียบความเหมือนและความต่าง เขียนคำจำกัดความหรือคำนิยาม เขียนบอกขั้นตอนกระบวนการ เขียนพรรณนา เป็นต้น (พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์, พเยาว์ ยินดีสุข และราเชน มีศรี หน้า 97-98)  ซึ่งการเขียนเหล่านี้จะปรากฏอยู่ในรายงานโครงงานแทบทั้งสิ้น ดังนั้นในช่วงแรกครูจึงต้องแนะนำวิธีการเขียนรายงานที่ถูกต้องให้กับนักเรียนอย่างใกล้ชิด

ขั้นตอนที่ 9 นำเสนอผลงานและเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณะ

          สร้างชิ้นงานนำเสนอ     

          ในขั้นตอนนี้อาจซ้อนทับกับขั้นการเก็บรวบรวมข้อมูล ครูควรระมัดระวังในการแนะนำนักเรียนในประเด็นนี้ เช่น โครงงานเกี่ยวกับการปลูกพืช ซึ่งการบันทึกข้อมูลการเจริญเติบโตของพืชจะอยู่ในขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล แต่ถ้าหากนักเรียนต้องการสร้างชิ้นงานนำเสนอที่ประกอบด้วยแผนภูมิและวิดีโอการเจริญเติบโตของพืช นักเรียนต้องลงมือแปลผลข้อมูลดิบให้เป็นแผนภูมิและไม่ลืมที่จะถ่ายวิดีโอตั้งแต่วันแรกที่ทำการปลูก (William N. Bender, 2012 p. 69-70) ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถย้อนกลับไปถ่ายวิดีโอดังกล่าวในวันแรกได้ ดังนั้นครูควรแนะนำให้นักเรียนสร้างชิ้นงานทันทีที่ทำได้

การสร้างชิ้นงานเพื่อนำเสนอเป็นการสร้างชิ้นงานเพื่อสื่อให้ผู้อื่นได้รับทราบและเข้าใจผลสำเร็จของโครงงานของนักเรียน โดยครูแนะนำวิธีการนำเสนอที่หลากหลาย และร่วมกันเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับโครงงานที่ทำ สามารถทำได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับประเภทและลักษณะของโครงงาน (ปรียา บุญญสิริ, 2553 หน้า 20) เช่น หากเป็นชิ้นงานโครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์ ลักษณะของชิ้นงานที่จะนำเสนออาจประกอบด้วยตัวสิ่งประดิษฐ์ สไลด์นำเสนอหรือแผงโครงงาน  หากเป็นโครงงานประเภทสำรวจหรือโครงงานที่เป็นเชิงคุณภาพอาจนำเสนอด้วยแผนภาพหรือสไลด์หรือวิดีโอนำเสนอ เป็นต้น

มีโซเชียลมีเดียจำนวนมากที่นักเรียนสามารถนำมาใช้ในการสร้างชิ้นงานนำเสนอได้ เช่น สร้างสไลด์สำหรับนำเสนออย่าง Prezi.com และ Slideshare.net ที่สามารถสร้างและอัพโหลดงานนำเสนอที่สร้างไว้แล้ว และนำเสนอออนไลน์ได้ สร้างอัลบัมรูปด้วยเว็บไซต์ประเภทแบ่งปันรูปภาพ (Photo Sharing) ที่นักเรียนสามารถอัพโหลด เก็บรักษา แก้ไข และจัดการรูปภาพบนอินเตอร์เน็ตได้ เช่นบริการของ Flickr.com และ Photobucket.com รวมถึงโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่าง Facebook และ Google+ ที่อนุญาตให้อัพโหลดรูปภาพเก็บไว้ได้ โดยครูอาจให้นักเรียนสร้างผลงาน (Portfolios) หรือสร้างเรื่องราว (Creative Story) โดยใช้รูปภาพ สร้างอัลบัมของกลุ่ม ให้นักเรียนนำเสนอรูปประจำแต่ละสัปดาห์ สร้างสไลด์โชว์รูปภาพ (Slide Show) สร้างและแบ่งปันงานนำเสนอประเภทวิดีโอด้วยโซเชียลมีเดียประเภทที่ให้บริการอัพโหลด แบ่งปัน ตัดต่อวิดีโอ เช่น YouTube, Metacafe.com, Vimeo.com, Blip.tv เป็นต้น (Megan Poore, 2013 p. 112-113) สร้างงานนำเสนอแผนภาพความคิดด้วย Coggle.it, Mindmeister.com, Mind42.com, Popplet.com สร้างสรรค์การ์ตูนเพื่อเล่าเรื่องราวด้วย Makebeliefscomix.com, Readwritethink.org, Learnenglishkids.britishcouncil.org สร้างวิดีโอแอนิเมชั่นด้วย Wideo.com, Powtoon.com, Goanimate.com, Abcya.com เป็นต้น สร้างไทม์ไลน์ (Time Line) นำเสนอลำดับเหตุการณ์การดำเนินโครงงานตามลำดับเวลา ด้วย Dipity.com สร้างโปสเตอร์มัลติมีเดียด้วย Glogster.com ซึ่งการผลิตชิ้นงานโครงงานและนำเสนอด้วยโซเชียลมีเดียที่กล่าวมานี้เป็นสื่อที่เข้าใจได้ง่าย และยังจะช่วยดึงดูความสนใจของผู้ชมได้เป็นอย่างดี

ในขั้นตอนนี้ครูต้องเสนอแนะวิธีการสร้างงานนำเสนอที่หลากหลายและร่วมกันตัดสินใจเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับประเภทโครงงาน เนื้อหาเวลา และระดับของนักเรียน ที่สำคัญชิ้นงานนำเสนอต้องน่าสนใจดึงดูดความสนใจของผู้ชม เข้าใจง่าย และมีความถูกต้องของเนื้อหา (บุญเลี้ยง ทุมทอง, 2550 หน้า 89) ดังนั้นนักเรียนจะต้องระดมสมองเพื่อหาแนวคิดในการผลิตชิ้นงานนำเสนอ ออกแบบชิ้นงาน วิเคราะห์และประเมินความคิดของสมาชิกแต่ละคน ปรับแต่งเพื่อให้ได้ความคิดใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานที่เป็นรูปธรรมและใช้ประโยชน์ได้ การสร้างชิ้นงานเหล่านี้จะช่วยพัฒนาทักษะการรับรู้สื่อ (Media Literacy) ร่วมกับทักษะความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and Innovation Skill) (The Partnership for 21st Century Skills, 2009 p. 3-4) ในการคิดสร้างสรรค์ชิ้นงาน และใช้ทักษะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Literacy) ในการพัฒนาเป็นชิ้นงานให้เป็นรูปธรรม โดยก่อนจะถึงขั้นตอนการนำเสนอ สมาชิกในกลุ่มจะต้องช่วยกันประเมินความสมบูรณ์และความถูกต้องของชิ้นงานนำเสนออีกครั้ง (Peer Evaluation) (William N. Bender, 2012 p. 71)

เผยแพร่สู่สาธารณะ

          ครูต้องไม่ลืมว่าการเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับการทำโครงงานของนักเรียน ถ้านักเรียนเชื่อว่าพวกเขากำลังแก้ปัญหาในโลกความจริงและเป็นสิ่งที่ชุมชนให้ความสำคัญ จะทำให้พวกเขามีความตั้งใจและกระตือรือร้นทำงานมากขึ้น เช่น โครงงานที่ศึกษาเพื่อการตัดสินใจเลือกระหว่างการหอประชุมและสระน้ำ บนพื้นที่ที่ต่ำกว่าอาคารเรียนของโรงเรียน ซึ่งนักเรียนจะต้องศึกษาเรื่องของดิน เศรษฐศาสตร์ ชีววิทยา กฎหมายและนโยบายของท้องถิ่น จากนั้นนำเสนอต่อคณะกรรมการของโรงเรียนและคณะกรรมการของท้องถิ่น เพื่อขอคำแนะนำและข้อเสนอแนะ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่งสำหรับนักเรียน (William N. Bender, 2012 p. 71-72) ในการนำเสนอผลงานอาจมีการจัดนิทรรศการร่วมด้วย โดยเชิญนักเรียนห้องอื่น ๆ ครู และผู้ปกครองมาชมนิทรรศการ โดยนักเรียนแบ่งหน้าที่รับผิดชอบในการนำเสนอการดำเนินโครงงานให้ผู้มาชมนิทรรศการฟัง (วัฒนา มัคคสมัน, 2554 หน้า 57)

นอกเหนือจากการนำเสนอผลจาการทำโครงงานให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้องได้รับฟังแล้ว ในยุคดิจิตอลนี้นักเรียนสามารถบันทึกการนำเสนอในรูปแบบดิจิตอล และเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียได้ทั่วโลก ตัวอย่างเช่น บริการสร้างและเผยแพร่งานนำเสนอของ Prezi.com บริการแปลงไฟล์เอกสารให้อยู่ในรูปแบบการนำเสนอของ Flipbooksoft.com และ Slideshare.net บริการจัดเก็บและแบ่งปันวิดีโอของ Youtube และ Vimeo หรือเผยแพร่ผ่านบริการเว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์คอย่าง Facebook และ Google+ เป็นต้น หรือาจนำไฟล์ชิ้นงานขึ้นไปไว้บนเว็บไซต์ของโรงเรียนเพื่อเผยแพร่อีกทางหนึ่ง

การเผยแพร่โครงงานด้วยการนำเสนอด้วยวาจานั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เพราะต้องนำเสนออย่างเป็นระบบตามหลักการ และสอดแทรกเทคนิคในลงเนื้อหาที่นำเสนอ (พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์, พเยาว์ ยินดีสุข และราเชน มีศรี หน้า 130) ขั้นตอนนี้นักเรียนจะได้ใช้ทักษะการนำเสนอ (Presentation Skill)  เพื่อให้การนำเสนอเป็นไปอย่างน่าสนใจ รวมถึงฝึกการใช้โสตทัศนูปกรณ์เป็นเครื่องมือในการนำเสนอ และสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทักษะการสื่อสาร (Communication Skill) (The Partnership for 21st Century Skills, 2009 p. 4)

ขั้นตอนที่ 10 ประเมินผลการทำโครงงาน

          การเรียนแบบโครงงานเป็นวิธีการเรียนรู้สำหรับศตวรรษที่ 21 (Laura Greenstein, 2012 p. 165) เน้นความเข้าใจที่ลึกซึ้ง กระบวนการแก้ปัญหา และการลงมือปฏิบัติจริง ดังนั้นกรอบการประเมินในการเรียนแบบโครงงานจึงมีความแตกต่างจากการประเมินการเรียนแบบเก่า และต้องใช้วิธีการประเมินอื่น ๆ ที่หลากหลายเพิ่มเข้ามา เช่น การประเมินตนเอง (Self-Reflection) การประเมินผลงาน (Portfolio Assessment) การประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment) และการประเมินโดยเพื่อนในกลุ่มหรือในชั้นเรียน (Peer Evaluation) (William N. Bender, 2012 p. 157) ทั้งนี้การเลือกใช้การประเมินรูปแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของโครงงานที่ทำ เช่น โครงงานคณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวัน ครูอาจประเมินจากเว็บสะสมผลงานอิเล็คทรอนิคส์ (Electronic Portfolios) ซึ่งอาจอยู่ในรูปของบล็อก (Blog) อย่าง WordPress.com, pathbrite.com หรือ Edublogs.org  การทำโครงงานสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น โดยให้นักเรียนเสมือนเป็นมัคคุเทศอธิบายลักษณะทางสถาปัตยกรรมของสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น ครูอาจประเมินจากเว็บสะสมงานอิเล็คทรอนิคส์ (Electronic Portfolios) ร่วมกับแบบประเมินแบบรูบริค (Rubric) เพื่อประเมินทักษะการวิจัย ทักษะการนำเสนอ และทักษะการใช้เทคโนโลยี เป็นต้น จะเห็นได้ว่าการประเมินโครงงานเป็นการประเมินตามสภาพจริง และประเมินจากทั้งตัวนักเรียนเอง เพื่อน ครู และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่น ๆ ดังนั้นนักเรียนจึงต้องเข้าใจการประเมินในลักษณะนี้ด้วย เกณฑ์การประเมินแบบรูบริค (Rubric) เป็นอีกเครื่องมือสำหรับให้คะแนนซึ่งสามารถใช้ประเมินได้ทั้งนักเรียน ครู และผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ (David Moutsund, 2009 p. 73) โดยเฉพาะใช้ประเมินทักษะต่าง ๆ ในศตวรรษที่ 21 มีเว็บไซต์ที่ให้บริการสร้าง แก้ไขและดาวน์โหลดเกณฑ์ประเมินแบบรูบริคมากมาย เช่น Rubistar.4teachers.org, Rcampus.com, Rubrics4teachers.com เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าการประเมินการเรียนแบบโครงงานจะเน้นประเมินจากสมรรถนะการปฏิบัติงานเป็นฐาน มีความความยืดหยุ่น ไม่เป็นทางการ ใช้วิธีการที่หลากหลาย ใช้การสื่อสารเป็นส่วนหนึ่งของการประเมิน เช่น ผลย้อนกลับจากเพื่อน ครู ผู้ปกครอง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และต้องวัดทั้งมาตรฐานตามหลักสูตรแกนกลางและทักษะที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 (Laura Greenstein, 2012 p. 43-44)

สรุป

ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งด้านเทคโนโลยีและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การสอนยุคสมัยใหม่จึงต้องเปลี่ยนแปลงไป วิธีการเรียนการสอนเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบที่เน้นพัฒนาทักษะมากกว่าความรู้ การเรียนแบบโครงงานเป็นรูปแบบการเรียนหนึ่งที่เหมาะสมสำหรับการเรียนในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่เน้นการปฏิบัติตามความสนใจของนักเรียน มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจัดการเรียนการสอนอย่างแพร่หลาย เครื่องมือตัวหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานคือ โซเชียลมีเดีย (Social Media) การเรียนแบบโครงงานร่วมกับโซเชียลมีเดียจะเริ่มจากการเตรียมความพร้อมของครู นักเรียน วัสดุอุปกรณ์ และโครงสร้างพื้นฐานของโรงเรียน จากนั้นนักเรียนเลือกปัญหาที่จะศึกษา โดยมีครูเป็นผู้จุดประกายและให้คำปรึกษา นักเรียนและครูร่วมกันวางแผนการทำโครงงานในรูปแบบของแผนปฏิบัติการหรือเค้าโครงโครงงาน โดยกำหนดวัตถุประสงค์ สมมติฐาน ขอบเขตการศึกษา และวิธีการศึกษา ศึกษาหลักการทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ลงมือปฏิบัติตามแผน โดยเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม เขียนรายงาน เผยแพร่ผลงานสู่สาธารณะ และประเมินโครงงาน ซึ่งในแต่ละขั้นตอนนักเรียนสามารถเลือกใช้โซเชียลมีเดียที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะของนักเรียนในยุคใหม่ นอกจากช่วยพัฒนาสมรรถนะและทักษะที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 แล้ว จากผลการวิจัยยังพบว่าการเรียนแบบโครงงานจะทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าการเรียนแบบเดิม (Boaler, 2002; Geier et al., 2008; Stepien et al, 1992; Strobel & Barnveld, 2008 cited in William N. Bender, 2012 p. 160-161) หากครูออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้ครอบคลุมทุกมาตรฐานของหลักสูตร

บรรณานุกรม

ทวีศักดิ์ จินดานุรักษ์ และ ธงชัย ชิวปรีชา. (ม.ป.ป.). สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ค้นเมื่อ พฤศจิกายน 26, 2556, จาก มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช: http://www.stou.ac.th/Schools/Sed/upload/%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%2006.pdf

บุญเลี้ยง ทุมทอง. (2550). แนวทางการพัฒนาการสอนกระบวนการคิด. มหาสารคาม: สำนักพืมพ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

ธีระ สินเดชารักษ์. (2553, สิงหาคม 16). ค้นเมื่อ พฤศจิกายน 21, 2556, จาก ศูนย์การเรียนรู้ทางการวิจัย: http://rlc.nrct.go.th/ewt_dl.php?nid=663

ปรียา บุญญสิริ. (2553). กลวิธีการจัดการเรียนรู้โดยการทำโครงงานระดับประถมศึกษา. กรุงเทพฯ: พัฒนาคุณภาพวิชาการ.

พิมพันธ์ เดชะคุปต์, พเยาว์ ยินดีสุข, และ ราเชน มีศรี. (2553). การสอนคิดด้วยโครงงาน : การเรียนการสอนแบบบูรณาการ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ลัดดา ภู่เกียรติ. (2552). การสอนแบบโครงงานและการสอนแบบใช้วิจัยเป็นฐาน : งานที่ครูประถมทำได้. กรุงเทพมหานคร: บริษัท สาฮะแอนด์ชันพริ้นติ้ง จำหัด.

วัฒนา มัคคสมัน. (2554). การสอนแบบโครงการ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2550). การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน. กรุงเทพฯ: กลุ่มส่งเสริมนวัตกรรมการเรียนรู้ของครูและบุคลากรทางการศึกษา.

Bender, W. N. (2012). Project-Based Learning : Differentiating Instruction for the 21st Century. California: CORWIN A SAGE Company.

Greenstein, L. (2012). Assessing 21st Century Skills : A guide to evaluating mastery and authentic learning . California : CORWIN A SAGE Company.

Moursund, D. (2009). Project-Based Learning : Using Information Technology. New Delhi: Vinod Vasishtha for Viva Books Private limited.

Partnership for 21st Century Skills,. (2009, December). FRAMEWORK FOR 21ST CENTURY LEARNING: Partnership for 21st Century Skills. Retrieved November 12, 2013, from Partnership for 21st Century Skills: http://www.p21.org/storage/documents/P21_Framework_Definitions.pdf

Poore, M. (2013). Using social media in classroom : a best practice guide. London: SAGE Publications Ltd.

Taylor, L. M., & Fratto, J. M. (2012). Transforing Learning through 21st Century Skill. New Jersey.

ดาวน์โหลดไฟล์ PDF 10 ขั้นตอนการเรียนแบบโครงงานร่วมกับโซเชียลมีเดียเพื่อส่งเสริมทักษะในศตวรรษที่ 21

About these ads

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s